• รถยก รถฟอร์คลิฟท์ forklift
  • รถยก รถฟอร์คลิฟท์ forklift
  • รถยก รถฟอร์คลิฟท์ forklift
  • รถยก รถฟอร์คลิฟท์ forklift
  • รถยก รถฟอร์คลิฟท์ forklift
  • รถยก รถฟอร์คลิฟท์ forklift
  • รถยก รถฟอร์คลิฟท์ forklift

ค้นหารถฟอร์คลิฟท์

ผู้ผลิต

เลือก/ยกเลิกทั้งหมด
TCM
TOYOTA
NICHIYU

ประเภทรถฟอร์คลิฟท์

เลือก/ยกเลิกทั้งหมด
รถฟอร์คลิฟท์นั่งขับ
รถฟอร์คลิฟท์ยืนขับ
รถลากพาเลท
รถยกสูง Stacker
อุปกรณ์เสริมและอะไหล่
อื่นๆ

ประเภทเชื้อเพลิง

เลือก/ยกเลิกทั้งหมด
แบตเตอรี่
ดีเซล
เบนซิน / LPG

ความสูงเสา

ถึง


Hot line:
02 4531970-73

Line ID: mtrfl

วัน-เวลาทำการ
จันทร์ - เสาร์
08:00 น. - 17:30 น.

Hot Promotion

รถ USED ขายถูก
สนใจติดต่อฝ่ายขาย











ข่าวสาร


กฎข้อบังคับเกี่ยวกับรถฟอร์คลิฟท์
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง รถฟอร์คลิฟท์


อุบัติเหตุจากรถฟอร์คลิฟท์ยกของบังสายตา

สอนขับรถฟอร์คลิฟท์

TOP10 อุบัติเหตุที่เกิดจากรถฟอร์คลิฟท์

ขับรถฟอร์คลิฟท์อย่างไรให้ปลอดภัย

  1. ขับรถยกต้องเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตและผ่านการอบรมอย่างถูกต้องเท่านั้น
  2. ก่อนเริ่มงานควรตรวจสภาพของรถและในกรณีพบความเสียหายให้แจ้งหัวหน้างานทันที
  3. คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งขณะที่ขับรถ
  4. ก่อนที่จะทำการสตาร์ทเครื่องต้องดึงเบรคมือ และปลดเกียร์ว่างเสียก่อน
  5. ต้องปฎิบัติตามกฎจราจรในการขับขี่ แล้ใช้อัตราความเร็วที่ตรงงานนั้น ๆ กำหนดไว้
  6. อย่าออกรถหรือหยุดรถทันทีทันใด
  7. ต้องขับรถทิ้งระยะห่างจากคันหน้าในระยะที่ปลอดภัย
  8. เวลาขับรถสวนกันต้องเผื่อระยะห่างระหว่างรถให้เพียงพอ
  9. ก่อนขับรถลอดผ่านที่ใด ๆ ผู้ขับต้องแน่ใจว่าสามารถขับลอดผ่านได้อย่างปลอดภัย
  10. เพื่อความปลอดภัยก่อนเลี้ยว ถึงทางแยกหรือถอยหลังต้องให้สัญญาณแตรทุกครั้ง
  11. เมื่อขับรถยกขึ้นเนินโดยมีของบรรทุกอยู่ ให้ขับรถไปข้างหน้า ในกรณีที่มองข้างหน้า ไม่เห็นเนื่องจากของที่บรรทุกบังสายตา คนขับต้องมีเจ้าหน้าที่คอยบอกทางอยู่ด้านหน้าเสมอ
  12. เมื่อขับรถยกลงเนินโดยมีของบรรทุกอยู่ ให้ขับรถถอยหลัง เมื่อลงเนินเสมอ
  13. การขับรถยกข้ามทางรถไฟต้องไปช้า ๆ เป็นแนวทแยง
  14. ขับรถช้า ๆ เมื่อผ่านทางที่เปียกลื่น
  15. ขณะขับรถอย่ายื่นมือ หรือเท้าออกไปเกินส่วนที่เป็นเสาของรถ
  16. ห้ามขับรถยกในขณะที่มีอาการง่วง มึนงงหรืออยู่ในอาการเมา
  17. ห้ามยกงาสูงค้างไว้ในกรณีวิ่งรถเปล่า
  18. ควรมีแผ่นป้ายบอกเตือนความปลอดภัยในแต่ละจุด
  19. เลือกใช้ Pallet ให้เหมาะสมกับของที่จะยก
  20. ตั้งระยะความกว้างของงาให้เหมาะสม
  21. ต้องมั่นใจว่าวัสดุสิ่งของที่บรรทุกอยู่บน Pallet ที่ปลอดภัยและบรรทุกอยู่ในสภาพที่มั่นคง ก่อนขับเคลื่อนรถยก
  22. เมื่อบรรทุกของและนำรถออกอย่าวิ่งยกงาสูงควรให้ระดับงาสูงจากพื้นผิวประมาณ 8นิ้ว
  23. อย่ายกของที่บรรทุกไว้สูงขณะที่รถยกวิ่งผ่านพื้นที่ลาดเอียงต่างระดับ
  24. ห้ามยกของหรือขับรถยกโดยการเอียงงาไปทางด้านหน้ารถ
  25. ห้ามใช้รถยกดันวัสดุสิ่งของ
  26. ในขณะที่ยกของขึ้นหรือลงควรทำอย่างระวังเพื่อป้องกันการเสียหายและอันตรายที่จะเกิดขึ้น
  27. ห้ามยกของถ้ารถยกไม่อยู่บนพื้นระดับเพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
  28. ห้ามบรรทุกของสูงหรือมีน้ำหนักของเกินอัตรากำลังของรถตามรุ่นที่ระบุไว้
  29. ถ้าของบรรทุกมีขนาดใหญ่ไม่สามารถมองเห็นข้างหน้าได้ควรขับรถถอยหลัง
  30. ห้ามมิให้ผู้ใดยืน หรือเดินผ่านใต้เงารถยก
  31. ใช้ตะแกรงกั้นของและหลังคานิรภัยสำหรับการใช้งานยกของสูง ๆ
  32. หลีกเลี่ยงการที่จะทำให้เสียการทรงตัว
  33. ระวังท้ายปัด
  34. ห้ามใช้รถยกแทนลิฟท์
  35. ห้ามใช้รถยกขับแข่งขัน
  36. ห้ามใช้รถยกเป็นรถรับส่งผู้โดยสาร
  37. ขณะจอดอยู่กับที่ ต้องลดงาลงวางติดกับพื้นก่อนทุกครั้ง
  38. ห้ามสูบบุหรี่ และต้องดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่มีการเติมน้ำมัน
  39. ตรวจตรารถยกเมื่อเลิกงาน
  40. ไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่าง ๆ ต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้
  41. เรียนรู้เกี่ยวกับรถยกให้มากที่สุดและท่านจะสะดวกใจ


ก่อนติดเครื่อง

  1. ตรวจดูความสะอาดภายนอก
  2. ตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ
  3. ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง
  4. ตรวจดูระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
  5. ตรวจดูระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
  6. ตรวจระดับน้ำมันไฮโดรลิค
  7. ตรวจระดับน้ำมันเกียร์พวงมาลัย
  8. ตรวจดูระดับน้ำมันเบรค
  9. ตรวจระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่
  10. ตรวจความตึงของสายพานเครื่องยนต์
  11. ตรวจการทำงานของเบรคมือและขาเบรค
  12. ตรวจระบบสัญญาณไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟส่องสว่างและสัญญาณแตร
  13. ตรวจสภาพความตึงของโซ่ยกของ
  14. ตรวจสภาพยาง
  15. ตรวจวัดลมยางและเติมให้ได้แรงดันตามที่กำหนดไว้
  16. ตรวจรอยรั่วซึมตามจุดต่าง ๆ 

หลังติดเครื่อง

  1. ตรวจเช็คว่ามีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนตืหรือไม่
  2. ตรวจดูไฟที่หน้าปัดดับหมดหรือไม่
  3. ตรวจระยะฟรีของพวงมาลัยและการบังคับเลี้ยว
  4. ตรวจการทำงานของชุดควบคุมอุปกรณ์ยกงาว่าทำงานเรียบร้อยหรือไม่ 

หลังการใช้งานขณะเครื่องยนต์ยังติดอยู่

  1. จอดรถในสถานที่จอดรถกำหนดไว้
  2. ลดงาของรถให้อยู่ในแนวราบกับพื้นโรงงาน
  3. ล็อคเบรคมือให้เรียบร้อย
  4. หล่อลื่นตามจุดต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เช่น โซ่ยกของ ชุดแผ่นทองเหลืองหลังเสา
  5. ตรวจเช็คดูการรั่วซึมจากการใช้งาน เช่น น้ำมันไฮโดรลิค น้ำมันเกียร์   น้ำมันเครื่อง และน้ำในหม้อน้ำ
  6. ตรวจเช็คฟังเสียงว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่
  7. หลังจากการใช้งาน ควรปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาในตำแหน่งเกียร์ว่าง  ประมาณ 3 นาที จึงค่อยดับเครื่องยนต์ 

หลังดับเครื่องยนต์

  1. เติมน้ำมันให้เต็มถังเพื่อพร้อมการใช้งานในวันต่อไป
  2. ปลดเกียร์ว่างไว้เสมอ และดึงลูกกุญแจรถออกเก็บยังที่เก็บ 


         ในสถานประกอบการหรือโรงงานต่างที่ผลิตสินค้าทั้งหลายจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายสินค้าในโรงงานและจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีเครื่องมือขนย้ายที่มีประสิทธิภาพเพื่อสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย รถ FORKLIFT จึงเป็นเครื่องจักรกลสี่งแรกที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่บางหน่วยงานไม่ทราบว่าจะเลือกรถ FORKLIFT อย่างไรให้เหมาะกับสถานประกอบการหรือโรงงาน ดังนั้นทางผู้เขียนขอแนะนำการเลือกซื้อรถ FORKLIFT มาใช้ในโรงงานอย่างง่ายๆดังนี้ รถ FORKLIFT แบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามชนิดของเครื่องจักรกล
  • ประเภทที่ใช้เครื่องยนต์เป็นเครื่องต้น กำลังมักนิยมใช้ในในโรงงานหรือคลังสินค้าที่เป็นระบบเปิด มีการระบายอากาศที่ดีหรือขนย้ายภายนอกอาคาร มีให้เลือกทั้งเป็นเครื่องยนต์ดีเซล เบนซินและใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงเพราะว่าสามารถรับงานหนักได้ดี มีความแข็งแรงสูง ประหยัดทั้งค่าเชื้อเพลิงและมีการบำรุงรักษาง่าย ทนทานต่อพื้นทางวิ่งที่ขรุขระได้ดี
  • ประเภทที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นเครื่องต้นกำลัง และใช้กำลังไฟจากแบตเตอรี่ เหมาะสำหรับโรงงานหรืออาคารที่เป็นระบบปิด ห้องติดแอร์ห้องเย็นแช่แข็งต่างๆ เพราะรถ FORKLIFT ไฟฟ้าไม่มีมลพิษทางอากาศ ในโรงงานผลิตอาหารทีต้องการความสะอาดเป็นอันดับแรก ใช้วิ่งในพื้นที่แคบๆได้ดี ไม่มีเสียงดังรบกวน แต่ก็มีข้อจำกัดเหมือนกันเช่น พื้นทางการวิ่งต้องราบเรียบไม่ขรุขระเพราะจะทำให้แบตเตอรี่ชำรุดเสียหายหรืออายุการใช้งานลดลง ซึ่งรถ FORKLIFT ไฟฟ้ามีให้เลือกหลายแบบ เช่น แบบนั่งขับ ยืนขับเหมาะกับการวิ่งในทางแคบๆ และแบบขับเคลื่อนขนย้ายในแนวระนาบเท่านั้น


วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ มี 2 วิธี คือ
          1.  NORMAL CHARGER คือ การชาร์จแบตเตอรี่ตามปกติโดยเราจะใช้การชาร์จแบบนี้เป็นประจำวัน โดยจะชาร์จหลังจากเลิกใช้รถยกในแต่ละวัน
          2.  EQUAL CHARGER คือ การชาร์จแบตเตอรี่เพื่อปรับความถ่วงจำเพาะของน้ำกรดในแต่ละเซลล์ให้ใกล้เคียงกันทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเราใช้งานไปหลาย ๆ วัน ค่าถ่วงจำเพาะของน้ำกรดจะไม่เท่ากัน ฉะนั้นจึงต้องทำ EQUAL CHARGER 1 ครั้ง การชาร์จแบบนี้ กระแสไฟจะเข้าไปชาร์จอยู่นานกว่าแบบ NORMAL ควรทำ EQUAL ทุก ๆ 2 สัปดาห์ ห้ามใช้ EQUAL CHARGER เป็นประจำทุกวัน เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ร้อนจัดและเสื่อมเร็วขึ้น 

วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ประจำวัน
          1.  ปิดสวิทซ์กุญแจของรถยกมาที่ตำแหน่ง OFF ก่อนจะทำการชาร์จ
          2.  ปลดปลั๊กแบตเตอรี่จากตัวรถยก และนำปลั๊กของแบตเตอรี่มาเสียบต่อกับปลั๊กของตู้ชาร์จ โดยจะต้องเสียบให้แน่น และเปิดฝาครอบเซลล์ทุกเซลล์ในขณะทำการชาร์จ
          3.  จ่ายกระแสไฟเข้าเครื่องชาร์จเจอร์
          4.  กดปุ่ม NORMAL เพื่อเริ่มต้นชาร์จ โดยชาร์จเจอร์จะทำการชาร์จไปเรื่อย ๆ จนแบตเตอรี่เต็ม (VOLTAGE แต่ละเซลล์ประมาณ 24 โวลต์) หลังจากกระแสไฟจะสว่างขึ้น และการชาร์จก็จะทำงานต่อไปประมาณ 4 ชั่วโมง เมื่อครบ 4 ชั่วโมง ไฟบนตำแหน่ง UP ก็จะสว่างขึ้น แสดงว่าการชาร์จเสร็จสมบูรณ์ ตู้ชาร์จก็จะหยุดการชาร์จโดยอัตโนมัติ ก้อให้เปิดตู้ชาร์จและนำแบตเตอรี่ไปใช้งานได้ 

การบำรุงรักษาแบตเตอรี่และข้อควรระวังในการชาร์จแบตเตอรี่
          1.  อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งในการชาร์จ ดังนั้น ควรจะชาร์จแบตเตอรี่ก็ต่อเมื่อได้ใช้กระแสไฟฟ้าใกล้จะหมด และในการชาร์จแต่ละครั้งจะต้องชาร์จต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ชั่วโมงติดต่อกัน
          2.  บริเวณที่ใช้เป็นที่ชาร์จแบตเตอรี่จะต้องเป็นสถานที่ที่อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี เนื่องจากในขณะที่ชาร์จ น้ำกลั่นจะระเหยออกมา
          3.  ก่อนทำการชาร์จแบตเตอรี่จะต้องเปิดฝาจุดเติมน้ำกลั่น เพื่อตรวจเช็คระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับพอดี และตรวจสอบสภาพปลั๊กไฟว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด หรือแตกร้าว หรือไม่ถ้าชำรุดจะต้องดำเนินการแก้ไขก่อนทำการชาร์จ
          4.  จะต้องเสียบปลั๊กของแบตเตอรี่กับตู้ชาร์จให้แน่น เพื่อไม่ให้เกิดการอาร์ดของกระแสไฟ
          5.  จะต้องตรวจสอบขั้ว สะถานไฟ สายไฟ ของแบตเตอรี่ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
          6.  ถ้าขั้วแบตเตอรี่ และผิวของแบตเตอรี่ด้านบนสกปรก หรือมีขี้เกลือเกาะให้ทำความสะอาดด้วยน้ำร้อน และเช็ดให้แห้ง
          7. ควรให้ช่างผู้ชำนาญงานตรวจเช็คค่าถ่วงนำเพาะ และแรงดันของเซลล์แบตเตอรี่แต่ละเซลล์ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง